ผี ไม่มีในโลก

เคยถูกผีอำกันไหม? เชื่อเรื่องการถอดจิตหรือเปล่า? หลายคนคงตอบกลับมาอย่างเสียงดังฟังชัดว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ใช่ไหม นั่นก็เป็นเพราะว่าเรื่องผีสางในสังคมไทยนั้นผูกพันเกี่ยวข้องกับเรามาอย่างช้านาน อีกทั้งยังไม่มีการพิสูจน์ได้เห็นกับตาจนเชื่อได้ว่า ตกลงเรื่องนี้มีจริงหรือไม่…

เคยถูกผีอำกันไหม? เชื่อเรื่องการถอดจิตหรือเปล่า? หลายคนคงตอบกลับมาอย่างเสียงดังฟังชัดว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ใช่ไหม นั่นก็เป็นเพราะว่าเรื่องผีสางในสังคมไทยนั้นผูกพันเกี่ยวข้องกับเรามาอย่างช้านาน อีกทั้งยังไม่มีการพิสูจน์ได้เห็นกับตาจนเชื่อได้ว่า ตกลงเรื่องนี้มีจริงหรือไม่ อย่างไร ในต่างประเทศนั้นมีผู้ที่สนใจเรื่องนี้อยู่มากมายจนถึงขั้นลงมือศึกษาอย่างจริงจัง และที่น่าสนใจคือมีการอธิบายโดยใช้ศาสตร์ด้านสมองวิทยาที่สามารถพิสูจน์ได้ ผลการศึกษาเป็นเช่นไร มาลองติดตามดูกัน

กรณีการถูกผีอำนั้น เกี่ยวข้องกับกลไกอัตโนมัติที่ทำหน้าที่คอยบล็อกกระแสประสาทจากสมองไม่ให้ไปถึงไขสันหลัง ทำให้เราอยู่ในสภาพเป็นอัมพาตชั่วขณะในตอนที่เราหลับ แต่ในบางครั้งร่างกายทำงานไม่เป็นปกติทำให้เราเกิดมีสติขึ้นมาในขณะหลับเป็นลักษณะการกึ่งหลับกึ่งตื่น ในขณะที่ร่างกายยังคงเป็นอัมพาตอยู่ เมื่ออยู่ในปรากฏการณ์นี้เราจะรู้สึกตื่นตระหนกและกลัว สมองจึงสร้างภาพขึ้นมาประกอบ ซึ่งก็จะเป็นภาพผีในลักษณะต่างๆ ตามที่มีในคลังสมองของแต่ละคน ข้อพิสูจน์ของเหล่านักประสาทวิทยาก็คือ ผีที่อยู่ต่างที่กันก็จะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนชาติเผ่าพันธ์นั้นๆ คุณคงไม่เคยได้ยินว่าฝรั่งในต่างประเทศถูกอำโดยผู้หญิงผมสาวใส่ชุดไทย มีหน้าสีเขียว ยืดมือ แลบลิ้นปลิ้นตาได้มาทับบนร่าง นั่นล่ะเป็นเหตุผลที่ทำให้เชื่อว่าผีที่เห็นมาจากสมองของเรานี่เอง 

หากคุณคิดว่านั่นคือความพิศวงของสมองแล้ว ยังมีความลับอีกเรื่องจะมาเล่าให้ฟัง คุณคงเคยได้ยินเรื่องของการถอดจิต หรือชีวิตหลังความตายมาบ้างใช่ไหม เรื่องของคนที่มีความสามารถพิเศษที่สามารถถอดดวงวิญญาณออกจากร่าง แล้วล่องลอยไปยังที่ต่างๆ ในบางรายอาจไปถึงสวรรค์ นรก หรืออีกภพหนึ่ง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจึงพาดวงวิญญาณของตนกลับเข้าสู่ร่างและฟื้นคืนชีพมาอีกครั้ง เหล่าบรรดานักประสาทวิทยาได้ทำการทดลองในเรื่องนี้โดยนำจอคอมพิวเตอร์ฉายภาพเพื่อให้เจ้าของร่างนั้นได้มองเห็นเมื่อทำการถอดจิต หรือการนำไพ่จากสำรับแล้วนำไปวางไว้บนหิ้งสูงเพื่อให้เจ้าของร่างนำจิตลอยขึ้นไปดู ผลที่ได้นั้นเจ้าของร่างยังทำไม่สำเร็จซักราย หรืออัตราการทายถูกก็มีค่าเทียบเท่ากับการเดาสุ่มเท่านั้น ข้อมูลที่สำคัญที่ทำให้ผลจากการทดลองนี้เรื่องนี้น่าเชื่อถือมากเข้าไปอีกก็คือ การทดลองเปิดกระโหลกของผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดสมอง หมอที่เป็นนักวิจัยได้ทำการกระตุ้นไฟ้าในสมองส่วนต่างๆ ของคนไข้ ทำให้ค้นพบว่า มีสมองอยู่ส่วนหนึ่งที่มีชื่อว่า Angular Gyrus ที่เมื่อโดนกระเเสไฟฟ้าแล้วจะทำให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกเหมือนราวกับว่าตัวเองลอยสูงขึ้นแล้วสามารถมองเห็นร่างตนเองที่กำลังนอนอยู่ได้ นั่นย่อมแสดงว่าสมองส่วนแองกัลล่าร์ ไจรัสนี้ ทำหน้าที่รวมประสาทสัมผัสแล้วแปรผลออกมาเป็นการรู้สึกถึงการมีตัวตนอยู่ในตนเอง เมื่อถูกกระแสไฟฟ้ากระตุ้นจึงทำให้ทำงานผิดปกติไป นอกจากนี้เมื่อศึกษาเพิ่มเติมยังพบอีกว่าแท้ที่จริงแล้วอาการลักษณะดังกล่าวมิได้เกิดแก่กับเฉพาะผู้ที่มีภาวะเฉียดตาย หรือผู้ที่รู้สึกว่าตนเองมีพลังพิเศษเท่านั้น ในนักขับเครื่องบินเจ็ทที่มีความเร็วสูง จนเเรงเหวี่ยงทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงที่สมองไม่ทัน คนที่ใช้สารเสพติด หรือรับยาที่ไปมีผลต่อสมองส่วนนี้ ก็จะมีอาการวิญญาณออกจากร่างเช่นเดียวกัน

ดังนั้นหากจะกล่าวว่าในอาการเกี่ยวกับเรื่องผีๆ สำหรับนักประสาทวิทยานั้นอาจเกิดจากการทำงานของสมองที่ไม่สมบรูณ์ก็คงไม่ผิดนัก ในโลกของคนเหล่านี้จึงไม่มีผี แต่ในขณะเดียวกันหากมองในแง่สังคมและมนุษยวิทยาแล้ว ความเชื่อเหล่านี้อาจแตกต่างออกไป ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เช่น เรื่องสมองและประสาทวิทยาจึงมีความสำคัญที่ควรได้รับการศึกษาและเผยแพร่ให้มาก โดยเฉพาะในสังคมไทย เพื่อให้คนในสังคมได้เข้าใจและสามารถเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้โดยไม่งมงาย ไม่ตกเป็นเหยื่อของความเชื่อผิดๆ ผี วิญญาณ จะมีหรือไม่มีในโลกจึงอาจไม่สำคัญเท่ากับการรู้จักและเข้าใจที่มาของสิ่งเหล่านั้น

 

 

ที่มาของข้อมูล: 

หนังสือ: Conversations on Consciousness: What the Best Minds Thinks about the Brain, Free Will, and What It Means to be Human โดย Susan Blackmore ปี 2006

บทความ : Electrodes trigger out-of-body experience จากหนังสือ Nature ฉบับวันที่ 19 กันยายน ปี 2002